new baby cow


FW: new baby cow
Originally uploaded by som300

On Sept 5, 2009, I went to visit my grand-mother at Ratchaburi. How lucky I am!! ‘Coz I could see our new baby cow walked along with his mother on our field.

Flickr

This is a test post from flickr, a fancy photo sharing thing.

homeless cat


homeless cat
Originally uploaded by som300

This’s a homeless cat that I found at Wat Chanyawad.

เรื่องเล่า …ไม่อยากเล่า

ตอนแรกเรื่องที่อยากเล่าวันนี้ เป็นเรื่องน่ายินดีที่ยากจะเกิดขึ้นกับเรา เรียกว่าใช้เวลาหลายปีเลยทีเดียว  
 
เรื่องที่ว่าก็คือเรื่องภาพถ่ายที่ถูกใจ ซื่ง “ถ่ายเองกับมือ” โดยเฉพาะเป็นภาพ “แมว” ที่ถ่ายเองได้คิดว่าสวยถูกใจ
 
แต่ตอนนี้กลับต้องมาเล่าเรื่องน่าเศร้าของแมวที่อยู่ในภาพแทน …
 
เจ้าแมวน้อยตัวนี้ชื่อ “ปลิวลม” ชื่อนี้คนข้างบ้านเป็นคนตั้งให้ เพราะมันเป็นแมวน้อยตัวเล็กๆ ผอมๆ ซึ่งอยู่ดีๆก็โผล่มา ราวกับว่ามันถูกลมพัดปลิวมาตกที่หน้าบ้านเรายังไงยังงั้น
 
เราเพิ่งดูแลแมวตัวนี้ได้ประมาณ 3 อาทิตย์ ตั้งใจว่าจะเลี้ยงให้อ้วน-ขาว ก่อนที่จะไปประกาศหาบ้านในพันทิพห้องแมว ให้คนที่อยากเลี้ยงแมวจริงๆ สามารถรักและดูแลมันได้อย่างดีไปตลอดชีวิต นี่เป็นสาเหตุนึงที่เราไม่ได้ตั้งชื่อให้มันเองตั้งแต่ต้น เพราะหวังว่ามันจะได้ที่อยู่ใหม่ และเจ้านายใหม่ที่ดีกว่า
 
ปลิวลม เป็นแมวเพศผู้ สีขาวแต้มลาย อายุประมาณ 3-4 เดือน ชอบวิ่งเล่น ร่าเริงเหมือนแมวเด็กปกติ แต่นิสัยดูเป็นแมวเงียบๆ เรียบร้อย นิสัยเสียคือไม่ชอบอยู่บ้าน ชอบนอนตามถนน และชอบเดินเรื่อยเปื่อยหาของกิน
 
ทุกอย่างดูเหมือนจะเข้าที่ ปลิวลมเข้ากับแมวเด็กที่เราเลี้ยงไว้ได้ กินเก่ง ร่างกายก็แข็งแรงขึ้นตามลำดับ
 
แต่เมื่อวานนี้ พฤหัสที่ 16 กรกฏาคม 2552 ปลิวลมกลับต้องมาจบชีวิตลง เพราะโดนหมากัดตาย
 

เป็นเรื่องเศร้าที่แก้ไขอะไรไม่ได้ …..

ทำไรกัน …วันอาสาฬหบูชา

ชาวพุทธทุกคนรู้ว่า วันอาสาฬหบูชา เป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนา และยังรู้อีกว่าถัดจากวันอาสาฬหฯก็เป็นวันเข้าพรรษา
 
ชาวพุทธเกือบทุกคนรู้ว่า วันอาสาฬหบูชา หมายถึง การบูชาในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 เป็นวันที่พระพุทธเจ้าได้ทรงประกาศพระพุทธศาสนาเป็นครั้งแรก โดยการแสดงปฐมเทศนา โปรดพระปัญจวัคคีย์ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน จนพระอัญญาโกณฑัญญะได้บรรลุธรรม และขอบวชเป็นพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา จึงถือว่าวันนี้เป็นวันแรกที่มีพระสงฆ์เกิดขึ้นครบองค์พระรัตนตรัย
 
กิจกรรมทางศาสนาตามปกติก็คือ ทำบุญตักบาตรตอนเช้า และเวียนเทียนตอนเย็น เหล่านี้ถือเป็นกิจกรรมของชาวพุทธเกรดเอ แต่สำหรับชาวพุทธตกเกรดอย่างเรา ที่ไม่ได้ตักบาตร – เวียนเทียนมาหลายปี แม้ว่าบ้านจะอยู่ห่างวัดไม่ถึง 200 เมตรก็ตาม
 
กิจกรรมสำราญใจของเราในวันอาสาฬหบูชาก็คือ การเดินดูบรรยากาศงานบุญช่วงหัวค่ำ 
ที่วัดจะมีการฉลองเทียนพรรษา ให้พุทธศาสนิกชนได้มีโอกาสทำบุญหล่อเทียนพรรษากัน ก่อนที่จะมีขบวนแห่เทียนในตอนเช้า เป็นประเพณีที่จัดกันทุกปี
 
แน่นอนว่างานวัดจะครึกครื้นไปไม่ได้ ถ้าขาดพ่อค้า-แม่ขาย เริ่มจับจองพื้นที่ตั้งร้านเตรียมตัวขายของกันตั้งแต่ 4 โมงเย็น จนเริ่มคึกคักกันช่วงเย็นๆ ประมาณ 6 โมง เพราะมีสิงโตหลายคณะมาประชันกัน เด็กเล็กๆตั้งใจดูสิงโต ตุ้งแช่ กันอย่างตั้งใจ โดยเฉพาะตอนต่อตัว ..ขาหนึ่ง ขาสอง … ด้วยล่ะก็ แหงนหน้าดูกันคอตั้งบ่า ประมาณว่ามองหอไอเฟิลอยู่ยังไงยังงั้น

ส่วนเราไม่ค่อยสนใจสิงโตเท่าไหร่ เพราะเสียงดังเกินไปสำหรับป้า ที่สนใจก็เป็นของกินซะมากกว่า เพราะงานวัด ถือเป็นงานรวมของกินที่หากินไม่ค่อยได้ในชีวิตประจำวัน อย่างเช่น ข้าวเกรียบว่าวร้อนๆ ข้าวโพดคั่ว ที่คั่วด้วยกรรมวิธีแบบโบราณ และขนมเบื้องเจ้าอร่อย ฯลฯ

นอกจากร้านขายของกินหลายร้านแล้ว แน่นอนว่ายังมีร้านขายของเล่น ประเภททุกอย่าง 69 บาท (เมื่อก่อนแค่ 25 บาทเอง), ร้านระบายสีตุ๊กตาปูนพลาสเตอร์ และที่ขาดไม่ได้ก็ร้านตักปลา ด้วยกระชอนกระดาษ ที่ต้องอาศัยความสามารถส่วนตัวระดับเทพในการตักปลา

ถึงพ่อค้า-แม่ค้าเกือบทุกร้านจะเป็นเจ้าประจำ ที่มาตั้งร้านทุกครั้งที่วัดจัดงานรื่นเริง .. แต่กิจกรรมกินบรรยากาศ ก็เป็นเริ่องที่ทำได้ไม่เคยเบื่อเลยจริงๆ 
 

โหวต โหวต โหวต

อยากรู้ว่า ‘บล็อค’ ในสเปสใช้งานยังไง เลยเอา journal ที่เขียนไว้ใน Hi5 มาใส่ดู

ช่วงเดือนที่ผ่านมา เป็นเดือนแห่งประชาธิปไตยสำหรับเราโดยแท้ เพราะเป็นช่วงที่ชีวิตมีแต่การ โหวต โหวต โหวต ….

โหวตแรกมอบ 1 เสียงให้น้องดิว เดอะสตาร์ 5 สำหรับช่วงท้ายของการแข่งขัน คือ 3 วีคสุดท้าย

จริงๆ ตั้งแต่จำความได้ ไม่เคยคิดว่าจะร่วมโหวตให้รายการอะไร แต่ที่ต้องโหวตให้น้องดิว เพราะนอกจากน้องเค้าจะร้องเพลงดีแล้ว น้องเค้ายังมีลักษณะบุคคลิก คล้ายกับรุ่นพี่ที่มหา’ลัยของเราคนนึงอีกด้วย แบบว่าเห็นครั้งแรกที่เห็นน้องเค้า ก็นึกถึงรุ่นพี่คนนี้ทันที 

เพื่อนๆ แมสคอม ลองดูน้องดิว แล้วบอกเราหน่อยว่าคิดถึงรุ่นพี่คนไหนบ้างมั้ย อยากรู้ว่าเราคิดไปเองรึเปล่า 

ส่วนอีกหนึ่งโหวตที่เราตื่นเต้น ลุ้นระทึก และเต็มใจโหวตสุดๆ ก็คือการโหวตรูปแมว สำหรับทำปฏิทินตั้งโต๊ะ ปี 2510 ของห้องแมว – เว็ปพันทิพ

ที่ห้องแมวจะมี “โครงการรักษ์แมว ปันน้ำใจให้แมวจร” เป็นการรวมกลุ่มกันของคนในห้องแมวเพื่อช่วยเหลือแมวจรตามที่ต่างๆ ตามที่กำลังและทุนทรัพย์จะอำนวย เช่น การทำหมันแมว ฉีดวัคซีน และรักษาแมวจรที่เป็นโรคร้าย หรือประสบอุบัติเหตุ

ทุกปีจะมีการจัดทำปฏิทินจำหน่ายเพื่อหารายได้เข้าโครงการฯ โดยให้คนในห้องแมวร่วมสนุก ส่งภาพถ่ายเจ้านายในอิริยาบทต่างๆ เข้ามา แล้วก็ช่วยกันโหวต รูปไหนได้คะแนนมากสุด ก็จะได้มีรูปเท่ๆ ตีพิมพ์ลงในปฏิทิน โชว์หน้าบานกันตลอดปี
ปีนี้เราส่งรูปแมวไปตั้ง 5 รูป 5 ตัว เป็นแมวของเราเอง 3 ตัว แล้วก็เป็นแมวจรที่เก็บภาพได้จากที่ต่างๆอีก 2 ตัว
ตอนนี้ปิดโหวตไปแล้วเรียบร้อย แต่ยังไม่รู้ว่าใครจะมีชื่อลงปฏิทินบ้าง เจ้านายที่ได้คะแนนมากที่สุด จะได้อยู่หน้าเดือน ซึ่งหมายถึงภาพใหญ่ ส่วนเจ้านายที่ได้คะแนนรองลงมาอีก 6 ตัว จะได้อยู่หน้าวัน ซึ่งหมายถึงภาพเล็ก
ตื่นเต้นจริงๆ เลยเน๊อะ ไม่รู้ว่าแมวของเราจะได้เสนอหน้าอยู่ในปฏิทินรึเปล่า จริงๆ ไม่หวังว่าจะได้ลงภาพใหญ่ แค่ได้คะแนนโหวตพอลงภาพเล็กๆก็พอแล้ว แค่นี้ป้าก็ปลื้มล่ะ

ปีที่แล้วเราก็ส่งรูปเจ้านายไป 1 รูป ได้ลงหน้าวัน เป็นกรอบเล็กๆ แค่นี้ก็ปลื้มตั้งแต่ต้นปียันปลายปีแล้ว  แถมยังมีแรงบันดาลใจในการเคี่ยวเข็ญให้คนโน้นคนนี้ซื้อปฏิทินอีกด้วย หุ หุ
ใครอยากได้ปฏิทิน หรืออยากร่วมทำบุญ ปฏิทินคงพร้อมจำหน่ายประมาณเดือนกรกฎาคม สนใจสอบถามได้นะก๊าบ

ตื่นเต้ลลลลล….. แท้น้อ

อัพเดทจาก Hi5 นิดนึงนะ เพราะตอนนี้รู้ผลโหวตแมวลงปฏิทินแล้ว ปรากฎว่าแมวของเราไม่ได้ลงปฏิทินซักตัวเลย อันเนื่องมาจากคะแนนโหวตน้อยจนน่าใจหาย  ก็นะ… แมวตัวอื่นเค้าน่ารักน่าหยิกกันทุกตัวเลยนี่นา  … เอาเป็นว่า ปีหน้าเอาใหม่ล่ะกัน

แล้วก็ปีนี้นอกจากปฏิทินตั้งโต๊ะแล้ว ก็จะมีปฏิทินแขวนผนังไว้ให้เลือกเป็นเจ้าของกันด้วย ประมาณว่าดูกันให้เต็มๆตาไปเลยว่างั้น ขอบอกว่ารูปแมวจะไม่เหมือนกับแบบตั้งโต๊ะทั้งหมด ฉะนั้นไม่ต้องกลัวว่าจะซ้ำซากจำเจ

ขอบคุณที่ทนอ่าน
ส้ม300

เลี้ยงและรับผิดชอบ

มีเรื่องให้ป้าปรี๊ดดด..สุดๆ เลยมาระบายด้วยการเขียน…. 12.54 น.
 
ตอน ที่กำลังเขียนอยู่นี่ ข้างนอกฝนตกหนักมากๆ เหมือนกับที่เค้าพูดกันว่า ฝนตกอย่างกะหมากะแมว ไอ่ฮูม(ฟ้า) ก็ร้องเอาร้องเอา .. แมวขวัญอ่อนที่บ้านหลายตัววิ่งหนีเสียงไอ่ฮูมกันให้วุ่นไปหมด
 
ราวๆเที่ยงคืน ตอนฝนเริ่มลงเม็ดแรก เรากำลังอาบน้ำอยู่ พอได้ยินเสียงฝนกระทบหลังคา ก็นึกถึงกระต่ายที่ข้างบ้านเลี้ยงไว้ 2 ตัว 
ที่นึกถึงมันเพราะมันอยู่ในกรงนอกบ้าน ตรงที่วางกรงมีหลังคาจากชายคาบ้านยื่นออกมานิดหน่อย กรงวางติดกับพื้นปูน แล้วช่วงนี้ฝนตกหนักแถมบ่อย ทำให้มีน้ำขัง สูงร่วมๆนิ้วนึง แถมฝนตกหนักขนาดนี้ รับรองว่ามันต้องสาดจนกระต่ายเปียกแบบไม่มีที่หลบแน่นอน

พออาบน้ำเสร็จ เราก็เลยกางร่มออกไปดูมัน ..น่าสงสารมากๆ.. ภาพที่เห็นคือภาพกระต่ายสองตัว เบียดกันซะจนชิดกำแพง ตัวเปียกละอองฝนด้วย ไม่รู้มันจะกลัวเสียงไอ่ฮูมเหมือนแมวรึเปล่า

เราเลยหาพลาสติกมาคลุม กันไว้ข้างหน้ากรง ฝนจะได้ไม่สาด หวังว่าคงช่วยได้ในระดับนึง

เจ้าของกระต่าย 2 ตัวนี้ เป็นเด็กวัยรุ่น ไม่แน่ใจ แต่คงประมาณม.4 ธรรมดาแม่เราบอกว่าเห็นเค้าซื้อผักบุ้งมาให้มันกินทุกวัน แต่แค่ยัดผักบุ้งใส่กรง จะเรียกว่าเลี้ยงกระต่ายแล้วเหรอ?

เรากับข้างบ้านที่เลี้ยงกระต่ายนี่ค่อนข้างสนิทกัน แล้วก็มีผู้ใหญ่ที่นับถือกันอยู่ เราเลยเข้านอกออกในบ้านเค้าได้ตามสบาย แต่พอมารุ่นหลานนี่ไม่ค่อยสนิท หรือคุยกันเท่าไหร่ เพราะเด็กๆเค้าไม่ค่อยอยู่บ้าน หรือถ้าอยู่ก็ไม่ออกจากบ้านมาคุยกับใครเลย

ปกติเราก็ไม่ค่อยได้เดินเข้าไปแถวนั้น เพราะมันเป็นซอกเล็กๆ กว้างประมาณเมตรนิดๆ ไว้สำหรับเก็บของนิดหน่อย ส่วนใหญ่จะเดินผ่านซะมากกว่า

แต่เมื่อสองวันก่อน เราเดินเตร็ดเตร่ สำรวจไปเรื่อยๆ ถึงได้สังเกตุเห็นว่าในกรงกระต่ายไม่มีของกิน แถมจานน้ำดื่มก็ยังแห้งซะจนใยแมงมุมเกาะ เราก็เลยไปหาน้ำให้มันกินกัน แต่สังเกตุจากพฤติกรรมการตะกายกรง เราเดาว่ามันน่าจะหิวมากกว่า แต่ที่บ้านไม่มีอาหารกระต่าย หรือผักบุ้งให้มันกินเลย – มีแต่อาหารแมว – เราก็เลยไปเดินขอผักบุ้งตามบ้านต่างๆ ได้มา 5-6 ต้น ก็เอามาให้มันกินประทังหิวไปก่อน แล้วบอกให้แม่ซื้อผักบุ้งมาเผื่อตอนเช้าด้วย 1 กำ

ตอนบ่ายๆวันรุ่งขึ้น เราก็แวะไปดูมันอีก กะว่าถ้าเจ้าของมันให้กินอะไรแล้ว เราก็จะได้กินผักบุ้งไฟแดง แต่ปรากฎว่ากรงว่างเปล่า ไม่รู้ว่ากินหมดแล้ว หรือว่ายังไม่ได้ให้กันแน่ …แต่ยังไงเราก็เอาผักบุ้งไปให้มันอีก

ไม่รู้ว่ากระต่ายเค้าเลี้ยงกันยังไง แบบว่ามันกินนิดหน่อย วันละมื้อก็พอแล้ว หรือว่ามันต้องกินบ่อยๆเหมือนแมว ที่กินที่ละนิด แต่กินวันละหลายๆครั้ง

ที่เราโมโหจนต้องมาเขียนบำบัดอยู่เนี่ย ก็เพราะรู้สึกว่าเค้าไม่ค่อยจะดูแลเอาใจใส่สัตว์เลี้ยงมากเท่าที่ควร บ้านก็ไม่ค่อยจะอยู่ แล้วคนที่ไม่ค่อยอยู่บ้าน จะเลี้ยงสัตว์ไว้ที่บ้านได้ไง

กรงกระต่ายก็ชาติครึ่ง กว่าจะทำความสะอาดซักที… พูดแล้วก็เซ็ง

อย่างเมื่อก่อน เค้าเลี้ยงแมวเปอร์เซ๊ยผสมไว้ตัวนึง แบบว่าเลี้ยงให้อยู่แต่ในกรงกะกองอึกองฉี่ แถมเก็บไว้ในบ้านมืดๆ ทั้งวันทั้งคืน … ข้าวก็เททิ้งไว้กองพะเนิน กินหมดแล้วค่อยเทใหม่ หรือบางที่ก็ลืมเท  ส่วนน้ำสะอาดก็มีให้กินมั่งไม่มีมั่ง (บางคนอาจว่าเค้าก็เทให้กินจะบ่นไรอีก แต่หารู้ไม่ว่า แมวชอบกินอาหารเม็ดที่เทใหม่ๆเป็นที่สุด เพราะทั้งหอมและอร่อยกว่ากันเยอะ) 
ช่วงนั้นเราต้องเอาแมวตัวนี้ ออกมาเดินเล่นที่บ้านเราเกือบทุกวัน แถมยังต้องคอยไปเช็คดูว่าในกรงมีน้ำกับข้าวรึเปล่า

แบบว่าเศร้าแทนมัน อุตส่าห์เกิดเป็นแมวเปอร์เซียทั้งที น่าจะได้อยู่ที่ที่ดีกว่านี้มากๆ

ตอนนี้แมวตัวนี้ – ชิกเก้น – ก็ย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้ว เค้ายกให้คนอื่นไป ไม่รู้ชีวิตมันจะเป็นยังไงบ้าง

เขียนมาถึงตอนนี้ ความปรี๊ดลดลงเยอะแล้ว

แล้วก็คิดว่าสัตว์เลี้ยงที่โชคร้ายในโลกนี้คงยังมีอีกมากมายหลายตัว มันเลือกเจ้านายไม่ได้ เหมือนกับที่มนุษย์เลือกเกิดไม่ได้ แต่มนุษย์ยังโชคดีกว่ามาก ที่สามารถเลือกทางเดินชีวิตของตัวเองได้ แต่ไม่ใช้สำหรับสัตว์เลี้ยง ที่ถ้าได้เจ้านายไม่ดีมาแล้ว ชีวิตก็คงจะมีแต่ความมืดมน ต้องก้มหน้ารับชะตากรรมไป ไม่สามารถเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงชะตาตัวเองได้

อย่างน้อยก็ได้แต่หวังว่า เพื่อนๆของเราที่มีสัตว์เลี้ยง คงจะเลี้ยงอย่างรับผิดชอบ ดูแลเอาใจใส่สัตว์เลี้ยงของตัวเองอย่างเต็มที่ … เป็นเจ้านายที่ดีกันทุกคนนะ

ขอบคุณที่ทนอ่าน  

ไปพัทยามาอ่ะ

พัทยาตอนหัวค่ำขณะรอโหลดงาน คั่นเวลาด้วยการเขียน…รู้สึกดีจริงๆที่ได้เห็นความเป็นไปของเพื่อนๆผ่านทางรูปภาพในอัลบั้มออนไลน์  ได้รู้ว่าใครทำอะไร หรือเปลี่ยนไปยังไงบ้าง แต่ก็ต้องสารภาพว่าแอบตาร้อนมากมาย เวลาเห็นรูปที่เพื่อนๆมาโพสต์ไว้ เวลาไปเที่ยวนั้นนี้ ญี่ปุ่นมั่งล่ะ ทะเลมั่งล่ะ น้ำตกมั่งล่ะ

ดูแล้วให้นึกถึงวันเก่าๆ สมัยวัยรุ่นที่เคยมีโอกาสได้ไปโน่น มานี่ แบบว่า โอ้ววว ฟ้าผืนนี้เป็นของเราโดยแท้ …ประมาณนี้

ขอบอกว่าช่วงปีที่ผ่านมานี่ เราอยู่ติดบ้านสุดๆ ออกจากบ้านนับครั้งได้เลย นอกจากไปหาหมอภูมิแพ้และก็พาแมวไปคลีนิก ก็แทบไม่ได้ออกไปไหนเลย แค่ออกไปซื้อของซุปเปอร์ฯยังคิดแล้วคิดอีก ผลัดแล้วผลัดอีก เพราะฉะนั้นต่างจังหวัด เหอ เหอ ไม่ต้องพูดถึง

มีคนชอบถามว่า อยู่บ้านไม่เบื่อมั่งเหรอไง? คำตอบก็คือ ไม่เบื่อง่ะ เพราะเป็นคนชอบอยู่บ้านแถมอยู่บ้านมันก็มีโน่น นี่ นั่น ให้ทำเหมือนกัน อีกอย่างคือเราเป็นประเภท ออกแล้วไม่อยากเข้า คือเป็นคนขี้เกียจนั่นเอง .. ทั้งขี้เกียจออกและขี้เกียจเข้าในเวลาเดียวกัน .. อย่างถ้าไปต่างจังหวัดก็ต้องอยู่ค้างให้นานหน่อย ประเภทไปเช้าเย็นกลับ …ป้าไม่ปลื้ม

ร่ายมาซะยาว เมื่อไหร่จะถึงพัทยาตามหัวเรื่องที่ตั้งไว้ซะทีน้อ …. เริ่มเลยล่ะกัน

เมื่อปลายเดือนมีนาฯที่ผ่านมา มีบุญได้ไปค้างพัทยามา 3 วัน 2 คืนพัทยาตอนหัวค่ำ

จุดประสงค์หลักของการเยี่ยมเยือนพัทยาในครั้งนี้ ไม่ใช่ไปเที่ยวแต่เนื่องจากมีภารกิจ คือเป็นการไปเป็นเพื่อนเพื่อนที่ต้องไปพบสามีสุดเลิฟที่พัทยา .. เอ๊ะยังไง?? .. ส่วนการเที่ยวพักผ่อนนั้น ถือเป็นผลพลอยได้ในที่นี้คงไม่ได้เล่าถึงเหตุผลของภารกิจที่ว่านี้ เพื่อฝึกให้เพื่อนๆผู้อ่านใช้ประสิทธิภาพของสมองซีกขวาอย่างเต็มที่

การเดินทางครั้งนี้ก็ราบรื่นดี เริ่มจากไปนั่งรถตู้สาธารณะแถวๆอนุสาวรีย์ชัยฯ ระหว่างทางเจอฝนตกค่อนข้างหนัก แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไร รถตู้ไปส่งที่พัทยากลาง จากนั้นก็ต่อรถสองแถวไปโรงแรมที่พัก … ส่วนขากลับก็นั่งรถตู้จากพัทยากลับมาแถวๆอนุสาวรีย์ชัยฯเหมือนเดิม ..

ส่วนกิจกรรมระหว่างอยู่พัทยาก็ไม่มีอะไรมาก (บอกแล้วว่าเป็นคนขี้เกียจ) ก็แค่เดินเล่นไปมา ดูว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง พอแดดร่มลมตกหน่อย ก็ไปนั่งเล่นที่ชายหาด มองคน มองรถ มองฟ้า มองน้ำ ไปเรื่อยเปื่อย

ถึงชายหาดเมืองพัทยาจะพลุกพล่านไปนิด แต่ยังไงก็ยังมีเสน่ห์ของทะเลอยู่ โดยเฉพาะช่วงโพล้เพล้ พระอาทิตย์เกือบตก ลมเย็นสบายกำลังดี ร่มที่ปักตามชายหาดถูกถอนเก็บไปหมด นักท่องเที่ยวก็บางตาโดยเฉพาะชาวต่างชาติ  มองไปรอบๆตัวส่วนมากจะเห็นคนท้องถิ่น หรือคนที่ทำงานอยู่ในเมืองพัทยามานั่งจับกลุ่มสังสรรค์ สรวลเสเฮฮาฮิฮะกัน ..สังเกตุว่าส่วนใหญ่จะเป็นชาวอีสาน..

มีเสียงคลื่นซัด มีลมพัดเย็น ได้กลิ่นทะเล ฟังเสียงพูดคุยรอบๆตัว …หาดพัทยาวันนี้ ยังคงทรงเสน่ห์เช่นทะเลทุกแห่งพึงมี ..สวยงาม สงบ และอบอุ่น.. แต่เป็นความสงบที่ไม่ทำให้เรารู้สึก ..โดดเดี่ยว…

ได้เห็นภาพแบบนี้ถึงได้รู้สึกว่า ..นี่แหละ มาถึงหาดแห่งเมืองพัทยาแล้วจริงๆ

พัทยาน่ารู้
พัทยา อยู่ในจังหวัดชลบุรี เล่ากันว่าชื่อ “พัทยา” ได้มาจากครั้งที่พระยากำแพงเพชร (ยศเดิมของ พระเจ้าตากสิน) ตีฝ่าวงล้อมพม่ามารวบรวมพลฝั่งตะวันออก ได้หยุดพักแรมที่นาจอมเทียนและทุ่งไก่เตี้ย สัตหีบ ซึ่งภายหลังชาวบ้านเรียกตำบลนี้ว่า “ทัพพระยา” ต่อมาเรียกใหม่เป็น “พัทธยา” และกลายเป็น “พัทยา” ในที่สุด

นอกจากจะมีพัทยาเหนือ, พัทยากลาง, พัทยาใต้ และหาดจอมเทียนให้เลือกเที่ยวกันแล้ว แหล่งท่องเที่ยวใกล้ๆกับพัทยาก็น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ เกาะล้าน, เกาะสาก และหมู่เกาะไผ่ ซึ่งเป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับทำกิจกรรมและเล่นกีฬาทางน้ำ

นอกจากนี้พัทยายังมีงานและเทศกาลที่น่าสนใจอย่าง เทศกาลดนตรีพัทยา และวันไหลพัทยา เป็นต้น

เทศกาลดนตรีพัทยา หรือพัทยา มิวสิก เฟสติวัล ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 เป็นต้นมา ส่วนประเพณีวันไหลพัทยา ถือเป็นประเพณีของชาวพัทยา เป็นประเพณีที่เชื่อมโยงและเป็นส่วนหนึ่งของประเพณีสงกรานต์ โดยเทศกาลนี้จะจัดขึ้นในช่วงวันที่ 19 เมษายน ของทุกปี และจะเริ่มเล่นสาดน้ำกันประมาณวันที่ 16 – 19 เมษายน

วันลอยกระทงของเรา

ช้าไปนิดแต่คงยังไม่ถึงกับช้าเกินไปที่จะพูดถึงวันลอยกระทงปีนี้ …. เน๊อะ …. (หาแนวร่วม)

จริงๆเราไม่ได้ลอยกระทงมาหลายปีแล้ว

จำได้สมัยก่อนนั่งเรือด่วนเจ้าพระยาไปเรียนหนังสือ ตอนเช้าหลังวันลอยกระทง เห็นซากกระทงลอยเกลื่อนแม่น้ำไปหมด แถมช่วงนั้นเค้ายังรณรงค์ให้ใช้วัสดุธรรมชาติมาทำกระทง เพื่อจะได้ย่อยสลายได้ง่ายตามธรรมชาติ เพราะการท่องเที่ยวเริ่มเฟื่อง คนทั่วโลกหลั่งไหลมาลอยกระทงกัน กระทงก็เลยเยอะเกินพิกัด

อีกสาเหตุสำคัญที่ไม่ได้ออกไปลอยกระทง ก็เพราะตัวขี้เกียจตัวยักษ์ที่เกาะอยู่นี่แหละ แบบว่าไม่ชอบคนเยอะๆ

ตอนนี้ก็เลยร่วมอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย ด้วยการออกไปดูเค้าลอยกระทงกันแทน แต่วางใจได้เราไม่ออกไปไหนไกล เพราะเดินจากบ้านสิบก้าวก็เป็นท่าน้ำแล้วนิ ดูได้ตั้งแต่ช่วงเย็นๆ เรื่อยไปจนถึงเที่ยงคืนเลย

สำหรับเรา เราชอบวันลอยกระทงที่น้ำเยอะๆ แบบว่า “วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำก็นองเต็มตลิ่ง” ปีนี้ถูกใจมาก น้ำเยอะเกือบจะล้นแนวเขื่อน แต่เสียดายที่น้ำเชี่ยวเกินไปหน่อย พอวางกระทงลงไปก็ ฟิ้วววว ลอยหายไปซะงั้น

วันลอยกระทงปีนี้อากาศเย็นสบายกำลังดี คนก็เยอะ คึกคักกว่าปีที่แล้วมากๆ คงเพราะใครๆก็อยากจะมาลอยทุกข์ลอยโศกกัน

แถวบ้านเราส่วนใหญ่จะลอยกระทงใบตอง หยวกกล้วยกัน ส่วนกระทงโฟมก็มีให้เห็นบ้าง ส่วนมากเป็นของเด็กๆอนุบาล ที่คุณครูสอนทำมาจากโรงเรียน ที่เหลือก็มีกระทงขนมปังให้เห็น 2-3 ใบ (อะไรจะตั้งใจดูปานนั้น)

ปีนี้มีพิเศษอีกนิด เพราะมีเพื่อนพาครอบครัว  พ่อ-แม่-ลูก  มาลอยกระทงที่บ้านด้วย ตอนประมาณสองทุ่มกว่าๆ ก็พาเด็กๆ (ลูกเพื่อน กับลูกคนข้างบ้าน) ออกไปลอยกระทงใบแรกในชีวิตกัน … จุดธุป จุดเทียน พ่อแม่ก็อธิษฐานกันไป แต่ดูหน้าลูกมันง่วงๆ ยังไงไม่รู้

ที่ท่าน้ำแถวบ้านเรา เค้าจะมีเจ้าหน้าที่เขตเป็นคนหย่อนกระทงลงน้ำให้ แบบว่าพอเราจุดธูป อธิษฐานเรียบร้อย ก็ส่งกระทงให้เจ้าหน้าที่ เค้าก็จะเอากระทงวางในตะแกรงที่ผูกไม้ยาวต่อเอาไว้ แล้วหย่อนตะแกรงปล่อยกระทงลอยน้ำไป เรามีหน้าที่ยืนลุ้นเฉยๆ ว่ากระทงจะลอยหรือจม ….

บางคนอาจรู้สึกขัดใจที่ไม่ได้ลอยกระทง และวักน้ำส่งกระทงด้วยตัวเอง แต่อย่างที่บอกว่าน้ำเยอะและเชี่ยวมาก แถมคนก็เยอะ เป็นการป้องกันอันตรายเบื้องต้น

สรุปว่าลอยกระทงปีนี้ หนุกหนานกว่าปีที่แล้ว … ถือเป็นวันดีวันนึงในปีนี้เลยทีเดียวนะนี่นะ

ความเชื่อเกี่ยวกับวันลอยกระทง
   1. เป็นการขอขมา พระแม่คงคา ที่มนุษย์ได้ใช้น้ำ ได้ดื่มกินน้ำ รวมไปถึงการทิ้งสิ่งปฏิกูลต่างๆ ลงในแม่น้ำ
   2. เป็นการสักการะรอยพระพุทธบาท ที่พระพุทธเจ้าทรงได้ประทับรอยพระบาทไว้หาดทรายแม่น้ำนัมมทานที ในประเทศอินเดีย
   3. เป็นการลอยความทุกข์ ความโศกรวมถึงโรคภัยต่างๆ ให้ลอยไปกับแม่น้ำ
   4. ชาวไทยในภาคเหนือมีความเชื่อว่า การลอยกระทงเป็นการบูชาพระอุปคุต ตามตำนานเล่าว่า พระอุปคุตทรงสามารถปราบพญามารได้


ขอบคุณที่ทนอ่าน

แมวตัวนั้นไง “ทามะ – たま”

ก่อนจะเริ่มอ่าน…ขอให้ย้อนกลับไปอ่านหัวข้อใหม่อีกครั้ง ตรงคำว่า “ไง” กรุณาทำเสียงสูงๆ แบบว่า “แมวตัวนั้นงั้ย ทามะ – たま

เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว เราได้ดูข่าวทางช่องเนชั่น รายการสีสันโลก (ขออภัย ถ้าจำชื่อรายการผิด) เป็นข่าวที่ทำให้ชาวทาสแมวต้องยิ้มค้างและกินข้าวได้อย่างมีความสุข หลังจากต้องทนดูข่าวการเมืองกับการขัดผลประโยชน์กันไปมาอยู่นานตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา แถมช่วงนี้ยังพ่วงข่าวเกี่ยวกับความขัดแย้งกับเพื่อนบ้านเข้ามาอีก อย่างที่เค้าบอกกันมาว่า จากผลสำรวจ ชาวไทยมีความเครียดเพิ่มขึ้นจากปัจจัยด้านเศรษฐกินและการเมือง

แน่นอนว่าเรื่องที่ทำให้ชาวทาสแมวพึงพอใจ ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องแมวไปได้

เจ้าตัวที่กำลังจะพูดถึงนี้เป็นแมวจรจัดเพศเมีย เชื้อชาติ-สัญชาติญี่ปุ่น ชื่อ “ทามะ – ??” หลายคนอาจรู้จักทามะดีอยู่แล้ว เพราะสำนักข่าวต่างๆเริ่มรายงานข่าวของทามะกันมาตั้งแต่ปีที่แล้ว

ทามะ เป็นแมวสามสีตามภาษาชาวบ้าน หรือถ้าจะแปลแบบตรงตัวก็คือ สีกระดองเต่ากระ (tortoiseshell or calico cat) ในข่าวเค้าไม่ได้บอกว่าเป็นพันธุ์อะไร แต่จากรูป เราฟันธงว่าเป็นพันธุ์ผสมแบบแมววัดบ้านเราเนี่ยแหละ

ทามะ เกิดและเติบโตที่สถานีรถไฟคิชิ อย่างที่บอกว่าทามะเป็นแมวจรจัด แต่ก็เป็นแมวจรจัดที่แสนจะโชคดี เพราะมันได้รับการเลี้ยงดูเป็นอย่างดีจากคุณป้าร้านขายของชำข้างสถานีรถไฟ ตั้งแต่เกิดในวันที่ 29 เมษายน 1999 จนถึงตอนนี้

ทามะ เริ่มเป็นแมวป๊อบปูล่าตั้งแต่เดือนมกราคมปีที่แล้ว เมื่อมันได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายสถานีประจำสถานีรถไฟคิชิอย่างเป็นทางการ เนื่องจากรถไฟสายนี้ประสบปัญหาขาดทุน และจำเป็นต้องปลดพนักงานออก ตั้งแต่เดือนเมษายน ปี 2006

สถานีรถไฟคิชิ เป็น 1 ใน 10 สถานี ของเส้นทางรถไฟสายคิชิกาวาที่มีระยะทางประมาณ 14.3 กิโลเมตร โดยอยู่ในความดูแลของบริษัทวากายามา อิเล็กทริก เรลเวย์

หน้าที่ของทามะก็คือการนั่งโพสต์ท่าให้ผู้โดยสารถ่ายรูป หรือถ้าใครจะแตะเนื้อต้องตัว ทามะก็ไม่ว่าอะไร แถมบางครั้งทามะยังโบกมือให้ผู้โดยสารอีกด้วย เค้าว่าทามะ จะอวยพรให้ผู้โดยสาร โดยเฉพาะคู่สามี-ภรรยา ด้วยการนั่งเอาขาหน้าชนกัน โชว์ขนรูปหัวใจที่หน้าอก ซึ่งมีความหมายว่า “โชคดี” ….. น่ารักซะ …

แมว เป็นสัตว์นำโชค ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ว่านายสถานีหน้าเหมียวจะช่วยอะไรได้ เพราะตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ ทามะ ตกลงรับงานในตำแหน่งนายสถานี ปรากฏว่าทางรถไฟสายนี้มีผู้โดยสารมากกว่า 2 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นคิดเป็น 10 เปอร์เซ็นต์ นับตั้งแต่เดือนมีนาคมปีที่แล้วจนถึงเดือนมีนาคมปีนี้…..ว้าว  ว้าว  ว้าว  o_O

ว่ากันว่ามีการจัดทัวร์มาลงที่ สถานีคิชิโดยเฉพาะ เพื่อมาเยี่ยม ทามะ กันเลยทีเดียว … แว่วๆ มาว่ามีเพื่อนเราจะไปเที่ยวญี่ปุ่นกัน ฝากเยี่ยมคุณนายทามะด้วยล่ะกัน จะให้ดีก็น่าจะมีของฝากยี่ห้อ ทามะ ติดไม้ติดมือมาบ้างก็น่าจะดีเหมือนกันนะ …

ด้วยผลงานระดับ CEO ของทามะ บริษัทจึงยกย่องทามะเป็น “super station master” แปลเป็นไทยว่าไงไม่รู้ แต่เค้าว่าเป็นตำแหน่งในระดับบริหาร และยังเป็นตำแหน่งสูงสุดของบริษัทในลำดับที่ 5 ซะด้วย

ถ้าเป็นคนอย่างเราๆ ได้เลื่อนขั้นทั้งที ก็อาจจะมีรถประจำตำแหน่งแถมมาด้วย แต่สำหรับทามะ รางวัลตอบแทนตำแหน่งใหม่ก็คือ ห้องทำงานของนายสถานี ซึ่งดัดแปลงจากช่องขายตั๋วเก่า ขนาด 1.8 ตารางเมตร พร้อมด้วยเบาะรองนั่ง พัดลม และห้องน้ำในตัว สำหรับให้ทามะได้พักผ่อนอิริยาบทบ้าง

ถึงทามะ จะมีหน้าที่แค่นั่งเก๊กหน้าสวยเฉยๆ ดูไม่น่าจะลำบากอะไร แต่ทามะก็ต้องทำงานทุกวัน เริ่มงานตั้งแต่ 9 โมงเช้า ถึง 5 โมงเย็น ได้หยุดพักผ่อนวันอาทิตย์วันเดียว ทำงานหนักตามแบบฉบับมนุษย์เงินเดือน สำหรับเรา เราว่าทามะ ทำงานหนักเกินไป เพราะเมื่อไม่กี่วันก่อนก็มีข่าวลิงเป็นพนักงานเสริฟในญี่ปุ่นเหมือนกัน แต่เค้าบอกว่าลิงทำงานวันละ 2 ชั่วโมงตามกฏหมายแรงงาน เพราะฉะนั้น แมวก็น่าจะได้รับการคุ้มครองบ้าง

จริงๆแมว เป็นสัตว์รักสันโดษ มีความเป็นตัวของตัวเองสูง หรือจะเรียกว่าเป็นสาวมั่นก็ได้ แถมแมวยังชอบนอนเป็นที่สุด เราล่ะสงสัยจริงๆ ว่าคุณทามะเค้านั่งรับแขกได้ไงทั้งวัน ทุกวัน วันละ 8 ชั่วโมง หรือเค้าอาจจะมีรายละเอียดนั้นนี้ที่เราไม่รู้ก็ได้ …..

นับไปนับมา ทามะ ก็อายุปาเข้าไป 9 ขวบแล้ว เกินครึ่งอายุเฉลี่ยของแมวซะอีก ถ้าเป็นคนก็อายุปาเข้าไป 52 แล้ว อีกไม่กี่ปี (หรือ 2 ปีแมว) ก็จะเกษียณได้ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบสุข ไม่รู้ว่าทามะจะได้ทำงั้นรึเปล่า ถ้าโชคดี ทามะ อาจได้ย้ายมาใช้ชีวิตบั้นปลายที่เชียงใหม่ อย่างที่ผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่นเค้ากำลังฮิตกันอยู่ตอนนี้ก็ได้ แต่จะเป็นอย่างงั้นได้ไง ในเมื่อค่าตอบแทนของทามะก็คือ “อาหารแมว”

…..อืม………………………………..

แต่จะคิดงี้ก็ไม่ถูกเท่าไหร่ เพราะถ้าเราเป็นทามะ เราก็คงจะไม่อยากได้บ้านหลังใหม่ เสื้อตัวใหม่ หรือแอร์บุ๊คเครื่องใหม่ แต่คงมีความสุขกับการใช้ชีวิตแบบที่เหมือนไม่มีอะไรแบบนี้ …..

ลองคิดดูว่าจะมีความสุขมากขนาดไหน ถ้าเรามีคนรัก ได้กินอิ่ม นอนอุ่น และเหนือสิ่งอื่นใด คือได้รับความเคารพในฐานะที่เป็นสิ่งมีชีวิต…..

…อยากรู้จังว่าทามะคิดยังไง น้อออออ….

เมื่อหลายปีก่อน เรามีโอกาสได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นประมาณสองอาทิตย์ นอกจากเที่ยวปราสาทนั้นนี้ กิจกรรมหลักของเราก็คือหาซื้อแมวเซรามิก แปลกใจที่เจอของพวกนี้ในร้านขายของที่ระลึกอยู่ตามวัดต่างๆ มีทั้งตัวน้อย ตัวเล็ก ตัวใหญ่ เยอะจนเลือกไม่ถูกกันเลยทีเดียว

ก่อนไปก็คิดว่าต้องเจอแมวเยอะแน่ๆ เพราะอ่านในการ์ตูนเจ้าเหมียวไมเคิล มีแมวอยู่ที่มุมโน้นมุมนี้เต็มไปหมด ที่ไหนได้..อยู่สิบกว่าวัน เจอแมวแค่ 3 ตัว แถมยังเป็นแมวไม่รับแขกอีกตะหาก

ตัวแรกเจอในสวนสาธารณะ เป็นแมวจร ตัวผู้ สีส้ม ลายสลิด นอนอยู่บนกำแพงสูง เรายืนเรียกเมี๊ยว…เมี๊ยว… อยู่เกือบ 20 นาทีมันก็ยังไม่ยอมลงมาหา ก็เลยต้องใช้กล้องดิจิตอลปัญญาอ่อน ซูมสุดๆ ถ่ายรูปหน้าหยิ่งๆ สายตาเหยียดๆ ของมันเก็บไว้เป็นที่ระลึก

ตัวที่สองกับสาม เจอในหมู่บ้านเล็กๆ ตอนที่เดินเรื่อยเปื่อยไม่มีจุดหมาย เพราะไม่ได้วางแผนล่วงหน้าว่าจะเที่ยวไหนบ้าง จำได้ว่าตอนนั้น พอเหลือบไปเห็นแมวสองตัวนอนอยู่หน้าประตูบ้าน เราก็รีบเดินข้ามถนนไปหา พอเราร้องเมี๊ยว…เมี๊ยว… ประมาณว่าทักทาย… แมวตัวแรกก็วิ่งหนีไป เหลือแมวตัวที่สอง สีดำ หน้าขาวเป็นดวงตรงจมูก นอนอยู่ เราก็นึกว่ามันโอเค ก็เลยค่อยๆยื่นมือเข้าไป ที่ไหนได้ มันกางเล็บ ตบมือเรา แล้ววิ่งเข้าบ้านไปเลย

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า แมวไทยมีนิสัยเปิดเผยกว่าแมวญี่ปุ่น … แมวไทย ถ้ามันไม่ต้อนรับเรา มันจะแสดงออกทางสีหน้า แววตา หรือแม้แต่ท่าทาง… ทำคิ้วยุ่งๆ ตารีๆ แบบว่าไม่ไว้ใจนะเฟ้ย หรือทำตัวเอียงๆ เวลาเราเข้าไปใกล้ แบบว่าพร้อมลุกหนีทุกเมื่อ… ไม่ได้นิ่งสงบรอตบเหมือนแมวญี่ปุ่น

เกร็ดแมวเหมียว
ตามมาตรฐานทั่วไป แมวมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 12-15 ปี หรือถ้าเป็นคนก็ประมาณ 64-76 ปี แต่ถ้าเป็นแมวที่เลี้ยงในบ้าน และได้รับการดูแลแบบดีสุดๆ ทั้งด้านอาหาร อารมณ์ และการรักษาพยาบาล แมวกลุ่มนี้ก็จะมีอายุยืนถึง 21 ปีขึ้นไป หรือเป็นคนก็อายุมากกว่า 100 ปีทีเดียวเชียวแหละ

ส่วนมากแมวจรจัดจะเสียชีวิตในช่วง 2 ปีแรก สาเหตุก็มาจากความอดอยาก อุบัติเหตุ เชื้อโรค-ความเจ็บป่วย นักล่า และที่ไม่น่าให้อภัยที่สุดก็คือการใช้ยาพิษและความรุนแรงจากมนุษย์ ทั้งแบบตั้งใจและไม่ตั้งใจ

รู้ได้ไง?? ว่าเทียบกับคนแล้ว แมวอายุเท่าไหร่ มีวิธีคิดง่ายๆ คือ ในขวบปีแรก แมวจะเท่ากับคนอายุ 15 ปี จากนั้นบวก 9 เข้าไปในขวบปีที่สอง แมวจะเท่ากับคนอายุ 24 ปี และบวกเพิ่มอีก 4 ในปีต่อๆไป

วิธีนี้เป็นวิธีคิดแบบเฉลี่ย อาจใช้ไม่ได้กับแมวบางสายพันธุ์ อย่างพวก เมนคูน (Maine Coons) แมวยักษ์ เราคิดเอาเองว่าวิธีนี้น่าจะใช้ไม่ได้กับแมวพันธุ์ใหญ่ๆ เพราะแมวพวกนี้จะโตช้า กว่าจะโตเต็มที่ก็ใช้เวลา 3-4 ปี ต่างจากแมวเล็กที่ปีเดียวก็โตเป็นหนุ่ม – สาวกันแล้ว

ขอบคุณที่ทนอ่าน

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 250 other followers